บทที่ 2 มีแค่ฉันที่เจ็บปวด...

แม่เคยบอกเอาไว้ว่า ท้องฟ้ายังมีเปลี่ยนสี ชีวิตของคนเราก็ย่อมมีเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครโชคดีไปได้ตลอด ความโชคร้ายก็ไม่อยู่ตลอดไปเช่นกัน

นี่คือสิ่งที่ ดานิกา ท่องจนจำขึ้นใจ

เธอเติบโตมากับแม่ที่มองโลกในแง่ดีเสมอ ไม่ว่าจะเจอเรื่องเลวร้ายขนาดไหน โดนเจ้าหนี้ทวงหนี้จนอาศัยอยู่บ้านเดิมไม่ได้ บ้านไม่มีเงินจ่ายค่าไฟจนโดนตัดไฟทั้งเดือน ข้าวไม่มีกินต้องอดมื้อกินมื้อ แต่แม่ก็ยังบอกให้เธอเชื่อ ว่าสักวันโชคดีของเราจะมาถึง

แต่โชคดีนั้นมันมีจริงไหม...

‘คุณแม่ของหนูจะต้องใช้ตัวยาที่แพงขึ้นในการรักษา แต่ว่าทางเราไม่สามารถเบิกจ่ายยาตัวนั้นมาใช้ได้ ยังไงรบกวนจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ค้างเอาไว้ก่อนนะคะ’

โชคดีไม่อยู่กับเราตลอดไป...โชคร้ายก็เช่นกัน

แม่คะ...หนูเคยเชื่อแบบนั้น แต่ตอนนี้หนูเริ่มไม่อยากเชื่อแล้ว...

ตั้งแต่จำความได้ เธอก็มีเพียงสองคนกับแม่ แม่ไม่เคยเล่าว่าพ่อคือใคร ในใบเกิดก็ไม่มีชื่อของเขา ตั้งแต่เด็ก แม่ทำงานตัวเป็นเกลียวแต่ก็ยังไม่พอใช้ ทุกวันเธอต้องอดมื้อกินมื้อ แม้แต่บ้านก็ยังเป็นบ้านเช่าหลังเล็กที่พอแค่หลับนอน ไม่ได้มีความสะดวกสบายอะไรเลย

มีเพียงความรักของแม่ที่ทำให้เธอรู้สึกว่าความจนไม่ใช่ปัญหาใหญ่ และความศรัทธาต่อโชคดีที่จะมาถึงในวันข้างหน้า ทำให้ดานิกาใช้ชีวิตด้วยความหวัง

จนวันหนึ่ง ที่แม่รู้ว่าจะให้ลูกมาทนลำบากกับตัวเองไม่ได้แล้ว จึงยอมกัดฟัน เผยชีวิตอีกด้านให้เธอเห็น

โลกใบนั้นสวยงามผิดกับโลกเก่าของดานิกาอย่างสิ้นเชิง

แม่พาเธอไปยังบ้านหลังใหญ่ที่สวยเหมือนบ้านเจ้าหญิงในเทพนิยาย มีคนรับใช้ มีข้าวของหรูหรามากมาย ทว่าความรู้สึกกลับเหมือนตัวเองเป็นขยะที่ถูกมองด้วยสายตารังเกียจ

มีหญิงชราคนหนึ่งนั่งรถเข็นออกมาหาเธอกับแม่ ผมขาวโพลนสม่ำเสมอทั้งหัวและใบหน้าเหี่ยวย่นบ่งบอกอายุของท่าน แม้จะแก่ชรามากแล้ว ทว่าใบหน้ายังคงเค้าโครงความงาม อีกทั้งยังเหมือนแม่ของเธออยู่หลายส่วน

ดวงตาคู่นั้นมองมาที่เธอตลอดเวลา แม้ว่าท่านจะไม่ได้เอ่ยอะไรกับเธอสักคำ แต่ความอบอุ่นเพียงเล็กน้อยที่ส่งมาก็ทำให้หัวใจของเด็กหญิงวัย 7 ขวบอ่อนยวบ

นั่นคือคุณยายของเธอเอง

‘แม่คะ หนูขอฝากยัยดาด้วย’

นั่นคือครั้งสุดท้ายที่เธอได้อยู่กับแม่

ดานิกาโตมาในบ้านของคุณยาย บ้านที่เพียบพร้อมทั้งเงิน เสื้อผ้า อาหาร ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอได้รู้อีกอย่างคือ

แม่เลือกทิ้งคุณยาย ทิ้งบ้านหลังใหญ่ ทิ้งตระกูลเพื่อความรัก

นั่นทำให้ทุกคนที่นี่มองดานิกาเหมือนตัวเสนียด เธอทนอยู่ที่นั่นจนถึงอายุสิบห้า ก่อนจะตัดสินใจขอกลับมาอยู่กับแม่

ส่วนหนึ่งเพราะต้องการความรัก อีกส่วนเพราะรู้ว่าแม่กำลังป่วย...

แม่เป็นมะเร็งปากมดลูก ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ กว่าจะตรวจเจอก็เข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว

ขณะที่อ่านข้อความจากโรงพยาบาล ดานิกานั่งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก ลมเย็นๆ พัดเข้าหน้าช่วยให้น้ำตาที่เอ่อคลอแห้งไปช้าๆ แต่ไม่ช่วยให้ความรู้สึกของเธอดีขึ้นเลย...

เธอจะทำยังไงดี

“มีอะไรแกบอกฉันได้นะดา ฉันอยู่ข้างแกเสมอนะ”

เสียงของ เอแคลร์ เพื่อนสนิทของเธอดังขึ้นพร้อมกับเสียงเปิดกระป๋องโคล่า เจ้าตัวนั่งลงข้างๆ ดานิกาก่อนจะยื่นกระป๋องในมือมาให้

ดานิการับมันมาพร้อมกับเอ่ยขอบคุณเพื่อนสนิท

“ขอบใจนะแคลร์”

โคล่าเย็นๆ ถูกกระดกรวดเดียวครึ่งกระป๋อง ความเย็นซาบซ่าของมันทำให้อารมณ์ของเธอดีขึ้นเล็กน้อย

ดวงตาคู่สวยทอดมองออกไปเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ตอนนี้ทั้งคู่โดดเรียนออกมานั่งเล่นที่ฝายน้ำล้นใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย ซึ่งตรงนี้มีแม่น้ำใหญ่และสะพานกว้าง พร้อมทั้งเนินหญ้าที่เหมาะสำหรับมานั่งปิกนิก นอกจากพวกเธอก็มีนักศึกษาคนอื่นๆ และชาวบ้านที่มาตกปลาเพื่อหาเลี้ยงชีพอยู่ด้วย

“เรื่องแม่แกอีกแล้วเหรอ ฉันบอกแล้วไงว่ายืมเงินฉันไปก็ได้ ฉันมีเงิน ไม่เดือดร้อนหรอก”

เอแคล์ยื่นข้อเสนอให้ด้วยความหวังดี

ตั้งแต่รู้เรื่องเธอก็คอยช่วยเหลือดานิกามาตลอด ทั้งอาสาขับรถไปส่งที่โรงพยาบาล คอยไปเยี่ยมแม่เพื่อน ช่วยเหลือเรื่องเงินบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งแค่นั้นดานิกาก็เกรงใจเพื่อนมากแล้ว ยังไงทั้งคู่ก็ยังเป็นแค่นักศึกษา แล้วเงินค่ารักษาที่ต้องจ่ายก็มากถึงหลักล้าน

“ขอบใจมากนะแคล์ เอาไว้ถ้าฉันหาทางไม่ได้แล้วจริงๆ ฉันจะบอกแกนะ”

“แกนี้น้า...”

เอแคล์ถอนหายใจอย่างหมดหนทาง

เพื่อนสนิทเธอคนนี้เป็นคนดื้อ ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ ก็จะไม่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ที่ผ่านมาที่เธอยื่นมือเข้าไปช่วยได้ก็เพราะบังคับทั้งนั้น

ทั้งสองคนนั่งคุยกันไปดื่มกันไปจนโคล่าหมดกระป๋อง เอแคล์กำลังจะลุกไปหยิบเพิ่มจากในรถ แต่มือถือกลับดังขึ้นก่อน

“สงสัยทรายโทร.ตามแล้วล่ะ ทำไงดี”

เอแคล์โชว์หน้าจอมือถือให้เพื่อนดู บนนั้นปรากฏชื่อเพื่อนอีกคนในกลุ่ม

ทรายแก้ว...กำลังโทร. หาคุณ

แค่เห็นชื่อดานิกาก็ถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย

เธอคนนี้เป็นลูกสาวผู้มีอิทธิพล นิสัยไม่ดี บ้าอำนาจ แถมยังปากร้ายที่หนึ่ง ชอบกดคนอื่นจนเป็นนิสัย ที่จริงแล้วเธอไม่ได้อยากจะอยู่กลุ่มเดียวกัน แต่เพราะเอแคล์สนิทกับพวกนั้น แถมยังโดนโขกสับไม่หยุด เธอเลยต้องอยู่เพื่อปกป้องเพื่อนสนิท

แม้ไม่เข้าใจว่าทำไมโดนแกล้งแล้วต้องไปสนิทด้วย แต่เธอก็ไม่เคยถามเพื่อนสักครั้ง คิดแค่ว่าต่างคนต่างก็คงมีเหตุผลของตัวเอง

“แกจะกลับไปเรียนเถอะ ฉันต้องเข้างานแล้ว ขอโดดคาบนี้แล้วกัน”

ดานิกาว่าพลางยกนาฬิกาขึ้นมาดูเวลา ตอนนี้บ่ายสองแล้ว เธอต้องเข้างานสี่โมงครึ่ง ต่อให้อยากกลับไปเรียนก็คงไม่ทัน

“เอาอย่างนั้นเหรอ” เอแคลร์ยังคงชั่งใจอยู่ เธออยากอยู่กับเพื่อนต่อ แต่ก็กลัวว่าจะโดนทรายแก้วว่าเอาอีก

“อืม แกกลับไปเถอะ บอกพวกทรายด้วยว่ารายงานพรุ่งนี้ฉันปริ๊นไปให้นะ ไม่ต้องห่วง”

“ก็ได้ๆ ถ้ายังไงถึงร้านแล้วทักบอกด้วยนะ”

“จ้า”

เธอโบกมือหย็อยๆ ให้ฉันก่อนจะเดินไปขึ้นรถเก๋งคันหรูของตัวเองแล้วขับออกไปจากตรงนี้ ส่วนดานิกาก็เรียกแกร๊บแล้วตรงไปที่ร้านในทันที

คลับ KMnxx

คลับหรูระดับไฮเอนที่บริการลูกค้าทุกกลุ่มที่เงินถึง คนที่มาใช้บริการที่นี่นั้นมีตั้งแต่นักศึกษาไปจนถึงวัยทำงาน ระดับการบริการก็มีตั้งแต่โซนคลับทั่วไปที่ชั้น 1 และ 2 และระดับ VIP ไปจนถึง VVIP ที่ชั้น 3 และ 4

แล้วนอกจากนั้น มีเฉพาะลูกค้าคนพิเศษเท่านั้นที่รู้ว่า ชั้น 5 มีบริการระดับ โคตร VIP อยู่ด้วย

ดานิกามาถึงร้านราวๆ บ่ายสาม มาถึงแล้วเธอก็ตรงไปยังห้องล็อกเกอร์ที่ชั้น 3 ทันที

“มาเร็วจังเลยคนสวย” เสียงทักทายของ น้ำหวาน ผู้จัดการคลับดังขึ้นอย่างอารมณ์ดี

“หนูโดดเรียนเพราะไม่ชอบอาจารย์น่ะค่ะ เลยเข้ามาเร็ว” ดานิกาตอบยิ้มๆ

“เดี๋ยวเถอะยัยเด็กนี่ เป็นเด็กเป็นเล็กโดดเรียนเพราะไม่ชอบอาจารย์ได้ไง เดี๋ยวแม่ก็ฟาดให้”

น้ำหวานนอกจากจะเป็นผู้จัดการที่นี่ เธอยังเป็นสายรหัสของดานิกานับขึ้นไปเกือบ 10 รุ่น บังเอิญรู้จักกันผ่านงานเลี้ยงรุ่นเมื่อสองปีก่อนเลยได้รับการชักชวนให้มาทำงานที่นี่

แม้ว่าจะไม่เคยคุยกันมาก่อน แต่น้ำหวานก็ใจดีกับดานิกามาก ยิ่งรู้ว่าแม่เธอป่วย ต้องหาเงินรักษาแม่ ยิ่งทำให้น้ำหวานเอ็นดูเธอเข้าไปใหญ่

ที่นี่นอกจากงานบริการปกติแล้ว ยังมีบริการพิเศษสำหรับแขก VIP ของคลับ ซึ่งเงินดีกว่ามาก และใครๆ ก็อยากถูกส่งตัวไปรับแขก แต่น้ำหวานก็มักจะเสนอชื่อดานิกาไปทุกครั้งเพื่อให้เธอได้เงินมากขึ้น

เธอสนับสนุนให้น้องมันทำงานหาเงินให้ได้เยอะๆ แต่ถ้าต้องโดดเรียนเพื่อทำงาน อันนี้เธอไม่เห็นด้วย

“ไม่ดีนะคะหนู หาเงินได้แต่อนาคตก็สำคัญนะ” น้ำหวานว่าเสียงดุ

“เอาน่าเจ๊ หนูยังโดดได้อีกคาบสองคาบ ไม่เป็นไรหรอก”

ระหว่างนั้นเธอก็เก็บของและไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ ที่นี่จะมีเสื้อผ้าเตรียมเอาไว้ให้ เป็นชุดยูนิฟอร์มที่โชว์เนื้อหนังเล็กน้อย เสื้อชีฟองสีขาวและกระโปรงสั้นสีดำ พร้อมกับโชกเกอร์คอสุดเซ็กซี่

ผมยาวสีดำขลับถูกรวบเป็นหางม้า เผยให้เห็นคอระหง ใบหน้าสวยถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางที่มีให้ ด้วยประสบการณ์ทำงานเกือบสองปี ทำให้ฝีมือการแต่งหน้าของเธออยู่ในขั้นเปลี่ยนผีให้เป็นคนได้ทีเดียว

“เออนี่ดา ฉันยังไม่ได้ถามเลยว่าแม่แกเป็นไงบ้าง ช่วงนี้ยุ่งๆ เลยไม่ได้เข้าไปเยี่ยมเลยอะ”

น้ำหวานง่วนอยู่กับการจัดการบางอย่างนอกห้องแต่งตัว ระหว่างนั้นก็ถามไถ่ถึงแม่ของเธอไปด้วย

พูดถึงแม่ สีหน้าของดานิกาก็หม่นลงเล็กน้อย

“หมอว่าอาการไม่ค่อยดีเลยค่ะเจ๊ หนูคิดว่าจะเพิ่มกะกลางวันเข้าไปด้วยแล้วเพราะหมอบอกว่าต้องใช้เงินเยอะ แล้วหนูต้องจ่ายค่ารักษาที่ค้างแล้วด้วย”

“เท่าไรล่ะเผื่อเจ๊ช่วยได้”

ดานิกาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงอ้อมแอ้ม

“เกือบสามล้านค่ะ”

“เยอะอย่างนั้นเชียว?”

ไม่แปลกเลยที่น้ำหวานจะตกใจ เธอเองตอนที่ได้ยินยอดก็แทบลมจับเหมือนกัน

อีกฝ่ายได้ยินอย่างนั้นก็เงียบไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ

“ฉันล่ะสงสารแกจริงๆ เลยยัยดาเอ๊ย เกิดมามีเวรมีกรรมอะไรนักหนา...”

“หนูต้องขอบคุณเจ๊นะคะที่ให้หนูได้มาทำงานที่นี่ อย่างน้อยๆ บางวันที่หนูได้หลายพันก็พอเอาไปจ่ายให้หนี้มันลดลงได้บ้าง”

“แต่มันไม่พอไง แกต้องทำงานกี่ปีหนี้ถึงจะหมดล่ะนั่น”

“หนูไม่รู้จะทำยังไงดีนี่คะ จะให้ไปประมูลซิงเหรอ...” เธอว่าอย่างติดตลกขณะที่ติดขนตาไปด้วย

เรื่องนี้เธอเคยได้รับการชักชวนจากรุ่นพี่ที่ทำงานด้วยกัน เขาว่ากันว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่เรื่องถูกกฎหมายเท่านั้น ที่ชั้น 5 ซึ่งเธอไม่เคยไป มีสิ่งที่เรียกว่า ประมูลซิง เพื่อให้คนมีเงินมาประมูลครั้งแรกของหญิงสาว ซึ่งเป็นรสนิยมส่วนตัวที่ดานิกาไม่เข้าใจนัก

ครั้งแรกกับครั้งอื่นมันต่างกันยังไง ในเมื่อสุดท้ายแล้วมันก็คือการซื้อบริการเหมือนกัน

แต่ว่าคนที่จะไปเข้าร่วมการประมูลได้นั้นใช่ว่าอยากไปก็ไปได้ เนื่องจากที่นั่นมีการคัดกรองประวัติคนเข้าร่วมอย่างเข้มงวด

อย่างแรกคือหน้าตา ต้องสวยตามมาตรฐานของที่นี่ และรูปร่างต้องดี มีการตรวจร่างกายเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีตำหนิทุกสัดส่วน

อย่างที่สองคือสุขภาพ เพราะคนยอมจ่ายอย่างน้อยหลักล้านเพื่อประสบการณ์ครั้งแรกนี้ ดังนั้นต้องไม่มีโรคติดต่อใดๆ ทั้งนั้น

อย่างสุดท้ายคือประวัติ การศึกษา ไปจนถึงประวัติอาชญากรรม แล้วยังมีบุคลิกภาพที่ต้องดี ห้ามเสียชื่อคลับอย่างเด็ดขาด

การประมูลนั้นก็แสนจะสบาย บางรายก็ได้เงินหลักล้าน หลักสิบล้านกลับบ้าน โดยที่คนประมูลนั้นแค่มีอะไรด้วยคืนเดียวแล้วก็ไม่ยุ่งด้วยอีกเลย แต่ก็มีบางคนที่ได้ทำสัญญาระยะยาว ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างลูกค้ากับผู้ถูกประมูล

นี่เป็นทางหาเงินที่ง่ายที่สุด แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะได้ในสิ่งที่ต้องการ

ถ้าเกิดเจอคนไม่ดี มีรสนิยมทางเพศผิดปกติล่ะ ถึงทางคลับจะบอกว่าปกป้องสิทธิ์ของทุกคนเต็มที่ แต่ที่เสียไปแล้วก็ย่อมเอาคืนมาไม่ได้

ดังนั้นดานิกาจึงแค่เคยคิด แต่ไม่กล้าตกปากรับคำ

“อันนั้นเอาไว้เป็นทางเลือกสุดท้ายเถอะ ถ้ามีอะไรเจ๊ช่วยเอง อย่าไปยุ่งกับเรื่องแบบนั้นเลย”

ดานิกาแต่งหน้าเสร็จพอดีจึงเปิดประตูออกมา พบว่าน้ำหวานกำลังนั่งกินข้าวอยู่จึงพูดแหย่

“แต่ถ้าหนูไปประมูลจริงๆ เจ๊ก็เป็นคนส่งไง ได้ค่าหัวคิวด้วยนะ”

“อีบ้า ฉันไม่ใช่แม่เล้านะ”

ดานิกาถึงกับหัวเราะร่วน

“ล้อเล่นน่า หนูไปเช็กสต๊อกก่อนนะเจ๊ ก่อนคนอื่นมา”

น้ำหวานพยักหน้าตอบ เธอเลยจะเดินออกไปจากห้องล็อกเกอร์เพื่อดูภายในร้านต่อ ทว่ายังไม่ทันก้าวพ้นธรณีประตูก็ถูกเรียกไว้อีกครั้ง

“เออๆ เดี๋ยวก่อนดา”

“คะ?”

“เย็นนี้มีแขกวีไอพีจองโต๊ะไว้ สนใจไหม?”

คำว่า แขกวีไอพี ทำให้เธอตาโตทันที รีบตอบตกลงโดยไม่คิด

“เอาค่ะ!”

“แต่ว่าแขกคนนี้เอาใจยากหน่อยนะ เป็นน้องชายคุณคามินทร์น่ะ”

“น้องชาย?”

คามินทร์ คัลเลน คือเจ้าของคลับนี้ ตั้งแต่ทำงานที่นี่มาสองปีดานิกาเคยเจอเขาแค่ครั้งเดียว เขาเป็นผู้ชายหน้าตาดี ตัวสูงโปร่ง ดูมีออร่าลึกลับน่าค้นหาอย่างบอกไม่ถูก

เห็นว่าเขามีพี่ชายและน้องชายที่หน้าตาดีพอกัน แบบนี้เท่ากับว่านอกจากเธอจะได้รับงานทิปหนัก ก็ยังได้เจอน้องชายเขาด้วยน่ะสิ

การรับมือกับลูกค้าที่เอาใจยากนั้นเป็นเรื่องปกติของงานบริการ แต่ถ้าลูกค้าคนนั้นหน้าตาดี ก็คงพอชดเชยความเหนื่อยได้ละมั้งนะ...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป